เปิดประวัติ “ฟ้าใส” Corolla KE10 ปลุกชีพตำนานคู่ใจตลอด 18 ปี
“ฟ้าใส” คือ Toyota Corolla KE10 คู่ใจของคุณโจ (JK) ที่อยู่ด้วยกันมายาวนานกว่า 18 ปี ตั้งแต่ซื้อที่เชียงใหม่ในปี 2550 แม้ครอบครัวจะเตือนว่าไม่ควรซื้อรถเก่า แต่ด้วยความรักในบอดี้และความฝัน รถคันนี้จึงกลายเป็นรถคันสำคัญที่สุดคันหนึ่งในชีวิต
ตลอดเส้นทาง ฟ้าใสผ่านทั้งการทำสีหลายรอบ น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เปลี่ยนเครื่อง 7K ซ่อมหนักหลายครั้ง รวมถึงช่วงเวลาที่เจ้าของยังไม่มีความรู้เรื่องรถมากนัก จนได้มารู้จักเพื่อน ๆ ในกลุ่มรถคลาสสิก ทำให้เริ่มเก็บรายละเอียด หาของแท้ ปรับฟิตเมนต์ และพัฒนารถให้สมบูรณ์ขึ้นเรื่อย ๆ
รถคันนี้ถูกปรับปรุงทั้งช่วงล่าง ทำสีใหม่ทั้งคัน จัดทรงใหม่ ใส่ถุงลมเพื่อให้ “จอดสวยและขับไกลได้จริง” ก่อนจะออกทริปสำคัญทั้งเชียงใหม่ สงขลา และมาเลเซีย แม้จะเจอเหตุไม่คาดฝันอย่างลูกปืนล้อแตกกลางทาง แต่ก็เป็นบทเรียนและประสบการณ์ที่ทำให้ฟ้าใสยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น
สุดท้าย ฟ้าใสอาจไม่ใช่รถเดิมแท้ 100% แต่คือรถที่เต็มไปด้วยเรื่องราว มิตรภาพ และความทรงจำ เป็นรถคลาสสิกที่ “ใช้งานได้จริง เดินทางได้จริง” และเป็นตำนานส่วนตัวของคุณโจอย่างแท้จริง
เปิดประวัติ “ฟ้าใส” Corolla KE10 ปลุกชีพตำนานคู่ใจตลอด 18 ปี
ถ้าพูดถึงรถคลาสสิกที่อยู่กับผมมานานที่สุดคันหนึ่ง…
ก็คงหนีไม่พ้น Toyota Corolla KE10 คันนี้ครับ
รถที่ผมตั้งชื่อไว้ว่า “ฟ้าใส”
หลายคนอาจเคยเห็นผมขับมันไปออกทริปไกลถึง เชียงใหม่ สงขลา หรือแม้แต่ประเทศมาเลเซีย
แต่กว่าจะมาถึงจุดที่รถคันนี้ “พร้อมใช้งานจริง” แบบทุกวันนี้
มันผ่านเรื่องราวมานับไม่ถ้วนตลอดเวลากว่า 18 ปีเต็ม
จุดเริ่มต้น ปี 2550 : รถคันแรกที่ดื้อจะเอาให้ได้
ย้อนกลับไปตอนปี พ.ศ. 2550
ผมเดินทางไปเชียงใหม่พร้อมครอบครัวเพื่อไปซื้อรถคันนี้
แม่ผมเตือนเสมอว่า…
“อย่าไปซื้อเลยลูก รถเก่า ซื้อรถมือสองรุ่นใหม่ดีกว่า”
แต่วันนั้นผมดื้อครับ
เพราะ KE10 คันนี้มัน “ต้องตา” มากจริง ๆ
ผมอยากได้ไว้ขับไปเรียนมหาวิทยาลัย และมันคือความฝันในตอนนั้น
ทำสีครั้งแรก และบทเรียนแบบไม่มีใครสอน
หลังจากกลับถึงกรุงเทพฯ
ผมใช้งานรถคันนี้ตามปกติ ก่อนจะตัดสินใจทำสีดำด้านแบบวัยรุ่นยุคนั้น
เหมือนอาบน้ำให้รถใหม่ทั้งคัน
ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องรถเลย
คิดแค่ว่า…
อะไรเสียก็ซ่อม
ทำให้วิ่งได้ก็พอ
ยังไม่ได้เข้าใจคำว่า “งานตรงรุ่น” หรือ “ความเดิมแท้” เลยครับ
ปี 2554 : น้ำท่วมใหญ่ จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ
ปี 2554 รถคันนี้โดนน้ำท่วมถึงครึ่งล้อ
สภาพหนักมาก ใช้งานไม่ได้ ต้องสไลด์เข้าซ่อมเป็นครั้งแรก
ช่างแนะนำให้เปลี่ยนเป็นเครื่อง 7K เกียร์ออโต้
ซึ่งเป็นเครื่องที่ใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้
แต่หลังจากนั้น รถก็ถูกจอดทิ้งไว้แทบไม่ได้ขับเลย
ทำสีครั้งที่ 2 : รื้อทั้งคัน แต่ยังไม่รู้ว่าความรู้สำคัญแค่ไหน
เมื่อเก็บเงินได้ ผมตัดสินใจทำสีใหม่ทั้งคันอีกครั้ง
รื้อทุกอย่างออก แต่ตอนนั้นยังไม่มีเพื่อนเล่น ไม่มีคนแนะนำ
ผมไม่รู้ว่า…
งานโป๊วหนาเป็นยังไง
ผิวส้มแก้ยังไง
อะไหล่แท้ควรเป็นแบบไหน
รู้แค่ว่า “รักบอดี้ KE10” และอยากให้มันกลับมาวิ่งได้
จุดตั้งใจ : รถสีฟ้าหลังคาขาว แบบ Mini ในฝัน
ผมเลือกสีจากแคตตาล็อกช่าง
ตั้งใจให้รถเป็น สีฟ้า หลังคาขาว เพราะชอบรถ Mini จาก Mr.Bean
ถึงจะไม่ได้มีเงินซื้อ Mini
แต่ผมอยากให้ Corolla คันนี้มีสไตล์ของตัวเอง
“ฟ้าใส” จึงเกิดขึ้นครั้งแรกตรงนั้นครับ
เจอเพื่อน เจอกลุ่ม 56 นัดพบ ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยน
หลังจากนั้นชีวิตรถคันนี้เริ่มดีขึ้น
เพราะผมได้รู้จักพี่ ๆ ในกลุ่ม 56 นัดพบ
เริ่มมีคนแนะนำว่า…
ควรไปอู่ไหน
หาอะไหล่จากใคร
ฟิตเมนต์ต้องทำยังไง
รถเริ่มสมบูรณ์ขึ้นทีละชิ้น
ใส่ล้อ Moon
ขอบขาว
เปลี่ยนไฟเลี้ยวข้าง
เก็บรายละเอียดที่ขาดหาย
ปรับช่วงล่าง สร้างใหม่เพื่อ “ขับทางไกลได้จริง”
ผมเอารถไปทำช่วงล่างใหม่
รื้อทำโฟร์ลิงก์ (Four-Link) เพื่อให้ขับทริปได้มั่นใจ
ซื้อล้อ TRD
ตีโป่งจัดทรงใหม่
จนสุดท้ายต้องไปให้ พี่พล Retro สระบุรี ช่วยจัดทรงให้ออกมาสวยลงตัว
ทำสีใหม่ทั้งคันอีกครั้ง : ลอกหมดเพื่อเริ่มใหม่จริง ๆ
รถถูกส่งเข้าอู่คุณลุงต้อย
ลอกผิวทั้งหมดจนเห็นสภาพจริง
ผมต้องหา…
เบิกแก้มใหม่
ฝากระโปรงใหม่
อะไหล่ใหม่แทบทุกชิ้น
และสั่งสีฟ้าพิเศษแบบเฉพาะตัว
เพื่อให้จอดตรงไหนก็รู้ว่า…
“นี่คือรถของโจ”
ถุงลม : ทางออกของรถที่ขับได้และจอดสวย
แม้ทรงจะสวย แต่รถโหลดมาก ขับลำบาก
ผมจึงตัดสินใจใส่ถุงลมกับ พี่แซม Max
ผลคือ…
ตอนจอด ฟิตเมนต์ชิดซุ้ม
ตอนขับ ปรับสูงได้จริง
รถใช้งานได้แบบไม่ต้องกลัวขูด
ทริปแรก เชียงใหม่ : ฟ้าใสพิสูจน์ตัวเอง
ทริปทางไกลแรกคือเชียงใหม่
ผมยังกังวลว่ามันจะรอดไหม
แต่ฟ้าใสก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
ขับไป-กลับได้อย่างปลอดภัย
จากรถที่เคยพังและสไลด์มาตลอด
มันเริ่มเป็น “รถทริป” จริง ๆ แล้วครับ
งานซิ่งขึ้นตึก 2024 : คลื่นสึนามิที่ทำให้คนหยุดมอง
ผมออกแบบ Wrap Sticker ลาย “Great Wave”
แร็ปโดยพี่แบงค์ เพื่อร่วมงานซิ่งขึ้นตึก
กลายเป็นว่ารถคันนี้มีคนเข้ามาถ่ายรูปเยอะมาก
เพราะมันมีเอกลักษณ์ ไม่ใช่รถเรียบ ๆ อีกต่อไป
มาเลเซีย Retro Havoc : บทเรียนราคา 13,000 บาท
ทริปใหญ่ที่สุดคือขับไปมาเลเซีย
แต่ขากลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน
ลูกปืนล้อหน้าแตก
ต้องสไลด์ในมาเลเซีย ค่ารถสไลด์ประมาณ 13,000 บาท
เป็นบทเรียนว่า…
ก่อนเดินทางไกล
ต้องเช็คทุกอย่างให้พร้อมจริง ๆ
ฟ้าใสในวันนี้ : รถที่ไม่เดิม แต่ “ขับได้จริง”
ผมไม่สามารถบอกได้ว่าหมดเงินไปเท่าไหร่
แต่น่าจะเกินล้านแน่นอน
มันอาจไม่ใช่รถ Original 100%
แต่มันคือรถที่…
✅ มีเรื่องราว
✅ มีประวัติ
✅ ใช้งานได้จริง
✅ เดินทางไกลได้จริง
✅ และอยู่กับผมมาเกือบทั้งชีวิต
ขอบคุณฟ้าใส และขอบคุณทุกคนครับ
นี่คือเรื่องราวของ Corolla KE10 ฟ้าใส
รถคันหนึ่งที่ไม่ใช่แค่เหล็ก 4 ล้อ
แต่คือความทรงจำ การเดินทาง และมิตรภาพตลอด 18 ปี
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ 🙏
เปิดประวัติ ปลุกชีพรถ Corolla KE10 ฟ้าใสคันนี้นะครับ เพื่อนๆ อาจจะเคยเห็นว่าผมเนี่ย ขับรถคันนี้ไปเที่ยวประเทศมาเลเซียมาแล้ว และแน่นอนครับว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมผ่านร้อนผ่านหนาวกับรถคันนี้มาพอสมควรเลยครับ
เราจะย้อนกลับไปใน ปี พ.ศ. 2550 ครับ ผมได้เดินทางไปที่จังหวัดเชียงใหม่ครับ เพื่อซื้อรถคันนี้กับที่บ้าน คือมีคุณพ่อคุณแม่ ซึ่งคุณแม่ผมบอกเสมอครับว่า “อย่าไปซื้อเลยลูก รถเก่า ซื้อรถที่เป็นรถมือสอง รถปัจจุบันดีกว่า” แต่วันนั้นผมก็ดื้อครับ เพราะว่ารถคันนี้เป็นรถที่แบบต้องตาต้องใจมาก และอยากได้ อยากขับ อยากไปขับไปเรียนที่มหาวิทยาลัยนะครับ
และนี่คือสภาพตอนนั้นที่กลับมาถึงกรุงเทพฯ แล้วนะครับ น้าชายผมก็ใจดีมาก ขับมาให้ และผมก็ขับไปเรียนมหาวิทยาลัยครับ หลังจากนั้นไม่รู้อะไรเข้าสิงผม ก็เลยไปทำสีดำด้านดีกว่า ก็เรียกว่าเป็นการอาบน้ำครับ
และต่อมาใน ปี 54 เกิดน้ำท่วม รถคันนี้ก็ท่วมไปประมาณครึ่งล้อ สภาพก็อย่างที่เห็นเลยครับว่าใช้งานไม่ได้เลยนะครับ รถเนี่ยผุพังหมดเลย และเรียกว่าเป็นการสไลด์ครั้งแรกเลยครับ เพื่อไปให้อู่เค้าซ่อม เค้าทำความสะอาดรถ และก็ทำให้มันกลับมาใช้งานได้อีกครั้งหนึ่ง
และช่างนะครับก็แนะนำว่าให้ผมเนี่ยเปลี่ยนเป็น เครื่อง 7K ซึ่งเป็นเครื่องเกียร์ออโต้ และเป็นเครื่องที่ใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ หลังจากนั้นผมก็พอใช้งานได้ ผมก็แทบจะไม่ได้ขับอีกเลย คือจอดทิ้งไว้เลย
ถ้าเพื่อนๆ ดูทรงตอนนี้นะครับ รถมันยังทรงแบบพิสดารมาก ไม่มีความสวยเลย และไม่มีความเป็น KE10 เลย หลังจากนั้นผมก็เก็บตังค์ครับ เพื่อไปทำสีครั้งที่ 2 ก็เป็นการแบบทำทั้งคัน รื้อทั้งคัน สังเกตจากภาพนะครับก็จะเห็นว่าช่างเค้าก็รื้อให้
แต่เนื่องด้วยว่า ณ ตอนนั้นผมไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถคันนี้เลย และผมก็ไม่มีเพื่อนเล่นด้วยนะครับ ผมแค่ถือแค่ว่า “อะไรที่เสีย ซ่อมให้ใช้ได้” ผมไม่รู้หรอกครับว่าช่างจะเอาของรุ่นไหน ของอะไรมาใส่ ผมแค่คิดว่าทำให้รถคันนี้วิ่งได้ ผมรักในบอดี้ิี้ ผมชอบแบบนี้
แต่พอลอกออกมาเนี่ย รถก็เป็นผิวส้ม และเราก็ไม่รู้ว่ามันต้องแก้ยังไง ผมคิดว่าเออ… ช่างคงมีความรู้ จัดการให้มันออกมาสวยได้แบบนี้นะครับ ผมใช้เวลาอยู่อีกเกือบ 2 ปีในการทำสี โดยที่ผมไม่ได้หาอะไรเพิ่มเติมเลย ช่างแค่รื้อ ขัด พ่นสี โป๊วอะไรแค่นั้นเองนะครับ
เนื่องจากตอนที่น้ำท่วมเนี่ย ข้างล่างมันก็ผุไปค่อนข้างเยอะ เลยต้องดำเนินการรื้อทำใหม่ทั้งคัน ณ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ครับว่าโป๊วหนาเป็นยังไง ผมแค่รู้ว่าเออ… โป๊วให้มันดูเป็นทรงอย่างนี้ โดยไม่มีความรู้อีกตามที่บอกครับว่าไม่มีความรู้อะไร ก็เอาเป็นว่าให้มันใช้ได้
และผมก็อยากทำรถคันนี้ให้เป็น สีฟ้า และผมก็เลือกจากแคตตาล็อกสีของช่างครับ ผมก็ “อ่ะ เอาสีนี้ละกัน” แต่บอกช่างว่า “อยากได้หลังคาเป็นสีขาวนะครับ” เพราะว่าอยากได้รถสองสี ใจคือชอบรถ Mini เพราะดู Mr. Bean มา แต่ว่าไม่มีปัญญาซื้อรถ Mini นะ ก็เลยเอาเป็นว่าเอา Corolla คันนี้แหละ คันมันก็เล็กๆ และก็ทำให้มันเป็นหลังคาสีขาวและตัวรถเป็นสีฟ้า นี่คือสิ่งที่ตั้งใจไว้นะครับ
ช่างก็ถามครับว่า “เออ… ต้องการแบบโอเวอร์ฮอลเครื่องมั้ย?” ผมบอก “เอาเลย อะไรทำ ทำเลย” ก็เหมือนค่อยๆ ผ่อนช่างไปครับ ผ่อนไป ทำไป ผ่อนไป ทำไป จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง กลับเป็นสีฟ้าหลังคาขาวแบบที่ผมอยากได้ และก็ประกอบกลับนะครับ นู่นนี่นั่น แต่ว่าฟิตเมนต์หรือทรงรถเนี่ย ถ้าทุกวันนี้พูดเลยว่าใช้งานไม่ได้ แย่มากนะครับ
ก็เสียตังค์ทำเบาะด้วยครับ จากที่เป็นสีแดงส้มก็เปลี่ยนเป็นสีดำนะครับ และก็บุญพาวาสนาส่งครับ ทำให้ผมมารู้จักกับพี่ๆ ในกลุ่ม 56 นัดพบ หลังจากนั้นครับก็ได้คำแนะนำว่าควรจะไปอู่ไหนดีที่อยู่ใกล้ๆ บ้านนะครับ และเริ่มปรับปรุงรถให้เข้ารูปเข้ารอย
เริ่มหาของมาเติมรถ เริ่มมีการจัดฟิตเมนต์ เริ่มไปหาของต่างๆ จากพี่ๆ หลายๆ คน เริ่มมีเพื่อนแล้วครับ ทำให้รถเนี่ยเริ่มสมบูรณ์แบบมากขึ้น และของแต่ละชิ้นของรถ Corolla KE10 เนี่ยก็มีราคาที่ค่อนข้างสูง เริ่มมีการเก็บเนี๊ยบครับ เก็บรายละเอียดส่วนที่หายไป เปลี่ยนไฟเลี้ยวด้านข้าง ใส่ล้อตบมูน (Moon) ซึ่งผมว่ามันก็ดูน่ารักดี และก็ใส่ขอบขาวด้วยนะครับ
มีการเก็บสีอีกรอบหนึ่งครับ เนื่องจากว่ามันก็ผ่านไปอีกประมาณ 3-4 ปีหลังจากที่ทำสีครั้งแรก ดูสภาพรถก่อนทำนะครับ สูงโย่งน่าเกลียดมาก ดูห้องเครื่องก็มีการเก็บให้ดูดีครับ ณ ตอนนั้นวิดีโออาจจะยังถ่ายมาไม่ค่อยดีเหมือนทุกวันนี้ครับ คือถ่ายเก็บไว้ว่าเออ… นี่เป็นรถเรา รถเรากำลังปรับปรุงแก้ไข เพื่อส่งให้พี่ๆ ในกลุ่มดูครับว่าเรากำลังทำขั้นตอนไหนอยู่ และปรึกษาว่าเออ… เราควรจะหาอะไรใส่ เอาของจากที่ไหนมาใส่
ซึ่งเริ่มมีสำนักป้ายยาจากพี่ๆ เช่น พี่ป้อม, พี่ต้า, พี่วี เริ่มรู้จักกันและก็พูดคุยแลกเปลี่ยนอะไหล่กันครับ นอกจากนั้นก็พยายามหาคิ้ว แต่ผมหาคิ้วแท้ไม่ได้เลย ไปเอาของรถ Toyota Crown มาตัดต่อให้มันเข้ากับรถ Corolla KE10
ทีนี้ต่อจากนั้นผมก็เริ่มไปหา พี่แมว ครับ เอารถคันนี้ไปปรับปรุงช่วงล่าง ซื้อล้อใหม่เป็นล้อ TRD ซื้อจาก Brother Joe และเริ่มตีโป่งว่าเออ… มันต้องโป่งประมาณไหนมันถึงจะเข้ากับตัวล้อนะครับ และใช้เวลาอยู่ตรงนี้อีกเป็นปีเลย ทำช่วงล่างใหม่ รื้อทำโฟร์ลิงก์ (Four-link) ต้องการที่จะขับทางไกลไปมิตติ้งได้ อะไรแบบนี้ครับ ก็เป็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของรถคันนี้ครับกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้
ซึ่ง ณ พาร์ทนี้นะครับก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้วครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมก็พยายามทำไปทำมา แต่ผมดูแล้วว่าโป่งที่ช่างของพี่แมวทำเนี่ยไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไหร่ ผมก็เลยต้องไปหาพี่อีกท่านหนึ่งครับ แน่นอนครับว่าพี่ท่านนี้ก็คือ พี่พล เรโทร สระบุรี นั่นเองนะครับ ผมก็ขับรถในสภาพอย่างนี้แหละครับ ขับไปหาพี่พล เพื่อให้พี่พลเนี่ยจัดทรงใหม่ให้มันสวยมากขึ้น ตามสไตล์ของพี่พล ซึ่งพี่พลทำออกมาได้ถูกใจมากๆ และผมก็ขับรถกลับไปหาพี่แมวเพื่อไปทำสี และก็เก็บช่วงล่างต่อครับ
หลังจากนั้นเมื่อรถประกอบเสร็จทั้งคัน ผมก็เอาไปรื้อทำสีใหม่ทั้งคันอีกรอบหนึ่งครับนะครับ ครั้งนี้ให้ คุณลุงต้อย ที่อู่พี่มนตรี ตรงซอยแอนเน็กซ์นะครับ เป็นคนทำ ซึ่งคราวนี้เนี่ยก็ได้ลอกผิวทั้งหมด ก็เห็นเลยว่าผิวรถเนี่ยมันแย่มาก และผมก็ต้องพยายามไปหาเบิกแก้มใหม่ เบิกฝากระโปรงใหม่ เพื่อเอามาเปลี่ยนรถคันนี้ให้มันเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น อะไรที่พอหาได้คือหาเปลี่ยนหมดเลยครับ
คราวนี้ก็ใช้เวลาอยู่ที่อู่นี้ประมาณสัก 3-4 เดือนครับ ก่อนที่จะประกอบกลับมาเป็นคัน ส่วนการเลือกสีของผมเนี่ย ผมก็ไปสั่งพิเศษมาเลยว่าเป็น สีฟ้า แต่ใจตอนแรกคืออยากได้สีขาว ทำรถเป็นสีขาวประกายฟ้า เป็นกลิตเตอร์ (Glitter) แต่ผสมไปผสมมาครับมันออกเป็นฟ้าซะงั้น และก็ไม่เป็นไรครับ เพราะว่าคิดแล้วว่าอยากให้รถคันนี้เนี่ยไปจอดที่ไหนก็ต้องรู้ว่าเป็นรถของเรา รถของโจ อย่างนี้นะครับ ก็เลยตั้งใจว่าโอเค สั่งมาเลย สั่งเผื่อไว้ด้วยเผื่อต้องซ่อมสีในอนาคตนะครับ
ก็ทำใหม่ทั้งคัน รื้อยกเครื่องออกไปเลยนะครับ และก็เก็บพยายามเก็บให้โอเคที่สุด เพราะรถคันนี้เนี่ยเนื่องจากว่าประวัติมันค่อนข้างยาวนาน ก็ต้องหาเบิกของใหม่ และก็สั่งซื้อยางใหม่พวกนี้ด้วยนะครับ
หลังจากที่ทำสีเสร็จเรียบร้อยครับ ก็เริ่มเอาไปขับออกไปมิตติ้ง แต่ผมยังรู้สึกว่าเออ… รถของเราเนี่ยทรงมันยังแปลกๆ คือพี่พล เรโทรพยายามทำให้โหลดเตี้ยมาแล้ว แต่ผมก็รู้สึกว่าพอรถมันเตี้ยเนี่ยมันขับลำบากมาก มันขับไปไหนก็แบบจะกระแทก จะขูดนะครับ
ผมก็เลยคิดแผนต่อไปครับว่าจะทำอะไรกับรถคันนี้ดี ก็เลยไปปรึกษา พี่แซม แม็กซ์ (Sam Max) ครับว่าใส่ถุงลมดีกว่า เพราะเห็นพี่แม็กซ์เนี่ยเป็นผู้เชี่ยวชาญและก็รับใส่ถุงลมอยู่นะครับ ผมก็เลยขับรถไปหาพี่แซม แม็กซ์ เพื่อใส่ถุงลมครับ
และนี่คือผลที่ได้ครับ ตอนนี้เวลารถจอดเนี่ยก็คือชิดซุ้มล้อแล้วนะครับ ก็คือเออ… โอเคขึ้น ฟิตเมนต์ตอนจอดดูดีขึ้น และตอนขับก็สามารถที่จะยกสูงได้ ซึ่งราคาที่พี่แม็กซ์คิดเนี่ยก็ไม่ได้แพงมากนะครับกับสิ่งที่ได้ออกมา ทำให้ฟิตเมนต์รถเนี่ยดูดีมากยิ่งขึ้น มีรีโมทปรับขึ้นปรับลงได้ แต่เวลาใช้งานจริงผมไม่ได้ใช้รีโมทเลยครับ ก็คือกดเอาดีกว่า สะดวกกว่าครับ
และทริปทางไกลทริปแรกครับ คือการขับเจ้าฟ้าใสคันนี้นะครับไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ครับ กับกลุ่มพี่อม กลุ่มนกเพนกวิน (Penguin) ก็นี่ได้เฟิร์สกับกี๋มาช่วยขับ นี่รถก็คือค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว ณ ตอนที่ไปตอนนั้นเนี่ยผมยังกังวลว่าเออ… มันจะไหวมั้ย มันจะรอดหรือเปล่า เพราะว่าก่อนหน้านี้เอะอะพัง เอะอะสไลด์ ไอ้นั่นเสีย ไอ้นี่เสีย ผมก็ต้องมานั่งไล่เก็บว่ามันมีอะไรต้องเปลี่ยนบ้าง มีอะไรพวกนี้ก่อนที่จะเดินทางไกลครับ แต่ฟ้าใสก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ สามารถที่จะขับไปและก็ขับกลับมาได้อย่างปลอดภัยครับผม
หลังจากทริปเชียงใหม่ครับ ผมก็เอาไป แร็ปสติกเกอร์ (Wrap Sticker) โดยผมก็ออกแบบว่ารถมันเป็นสีฟ้าครับ แล้วรู้สึกว่ารถญี่ปุ่น ก็ผมก็ชอบภาพพิมพ์ลายตัวคลื่นสึนามิ (The Great Wave) นะครับ ก็เลยเอามาออกแบบคร่าวๆ และก็แร็ปโดยพี่แบงค์ สติกเกอร์ เพื่อไปร่วมงาน “ซิ่งขึ้นตึก” ปี 2024
และก็แน่นอนครับว่างานซิ่งขึ้นตึกครั้งนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ เพราะว่าการที่เราออกแบบลายสติกเกอร์ให้เป็นคลื่นสึนามิเนี่ย ก็ทำให้ช่างภาพหรือว่าคนทั่วๆ ไปเนี่ยรู้สึกว่าเออ… รถคันนี้มันมีอะไรมากกว่ารถเรียบๆ มีคนเข้ามาถ่ายรูปจำนวนมากครับผม
และนอกจากที่ผมทำถุงลมที่พี่แซม แม็กซ์เนี่ย ผมยังให้พี่แม็กซ์เนี่ยติดตั้งไฟ LED ใต้รถด้วย เพราะว่าเวลาจอดหรือว่าอะไรพวกนี้จะได้มีไฟนะ ดูเท่ๆ นิดหนึ่ง
และทริปทางไกลอีกทริปหนึ่งครับ ต่อจากงานซิ่งขึ้นตึกนะครับ ก็คืองาน Cars & Coffee ที่สงขลา ผมก็ขับรถฟ้าใสไปครับ ใจตอนแรกจะไม่ได้ขับไป เตรียมรถ Mustang ไว้ แต่ว่า Mustang งอแงนะครับ ก็เลยเอาฟ้าใสไปแทน ก็พยายามเตรียมความพร้อมเหมือนตอนไปที่เชียงใหม่
ก็มีการเปลี่ยนเกียร์แล้ว เพราะเกียร์ออโต้พังตอนที่ไปเที่ยวบางแสนนะครับ ก็ไปเที่ยวทริปนี้เดินทางไกลครับประมาณ 4 วัน 3 คืน ประมาณนี้ครับ ก็ได้ถ่ายเก็บสตอรี่เรื่องราวมากมาย นี่ก็ต้องขอบคุณคนขับรถนะครับ ก็มีน้องกี๋กับน้องเฟิร์สช่วยกันขับคันนี้ ส่วนผมก็ไปนั่งขับคันอื่น พอดีว่าคันนี้เป็นเกียร์ออโต้ก็ขับง่ายครับ แอร์เย็น เพลงเพราะ
เครื่องยนต์ 7K ใช้งานได้ดีครับ อาจจะเปลืองน้ำมันนิดหนึ่ง เพราะว่าผมไป-กลับที่สงขลาเนี่ย เติมน้ำมันไปประมาณเบ็ดเสร็จกลับถึงกรุงเทพฯ เนี่ยประมาณ 8,000 กว่าบาทนิดๆ นะครับ ค่อนข้างเปลืองเลยทีเดียว
และกลับมาผมก็ต้องมานั่งไล่เช็คทุกอย่างอีกรอบหนึ่ง เพราะวางแผนไว้แล้วว่าหลังจากเนี้ยผมจะเก็บสีอีกรอบหนึ่ง เพื่อเดินทางไปที่ประเทศมาเลเซีย การที่เราเดินทางไกลนะครับ มันก็ทำให้รถที่จะมีร่องรอย รอยสะเก็ดหินต่างๆ มากมาย ผมก็กลับไปหาคุณลุงต้อยคนเดิมครับ เมื่อตอนต้นปี 2025 นี้เอง เพื่อเก็บสีรอบคันอีกรอบหนึ่ง ซึ่งคุณลุงใช้เวลาน้อยมากครับ แค่ประมาณ 7 วันเท่านั้น ก็เก็บสีเสร็จเรียบร้อยครับ
ต่อจากนั้นผมก็ออกแบบลายสติกเกอร์ใหม่ไปให้พี่แบงค์แร็ป และโดยอิงจากลายเก่าแต่ว่าให้มันดูเต็ม ดูแน่นมากขึ้นนะครับ และใช้เวลาเพียงแค่เรียกว่าไม่ถึงวันละกันครับ เพราะแร็ปสติกเกอร์เสร็จเนี่ยก็ขับไปขึ้นรถเทรลเลอร์ที่ร้านครูสายทิพย์และก็ไปหาดใหญ่เลยนะครับ เรียกได้ว่าเป็นงานร้อนจริงๆ
ซึ่งจริงๆ ผมมีเวลาเหลือเยอะครับ แต่สิ่งที่ไม่ได้รับเสนอคือการเรื่องที่เอาไปซ่อมต่างๆ ที่อู่พี่หนู ลิ้นเหล็ก เพราะว่าอันนี้อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดเยอะ ในเมื่อเป็นตัวบอดี้และความสวยงามดีกว่า
ต่อจากนั้นครับ ผมก็ขับรถฟ้าใสคันนี้นะครับไปเที่ยวประเทศมาเลเซียครับ เพื่อไปร่วมงาน Retro Havoc ก็เป็นประสบการณ์เดินทางไกลอีกอันหนึ่ง แต่ว่าดันมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นนั่นเองนะครับ ก็คือว่า ลูกปืนล้อหน้าด้านซ้ายแตก ระหว่างทางขากลับไปเกาะปีนัง ก็เป็นประสบการณ์ที่ตื่นเต้นและลุ้นระทึกมาก เพราะค่าสไลด์รถที่มาเลเซียเนี่ยค่อนข้างแพงมากนะครับ ผมโดนไปประมาณ 13,000 บาทนะครับ ก็โหดใช้ได้เลย
ก็เป็นประสบการณ์ครับว่าก่อนเดินทางไกลทุกครั้งนะครับ ก็อย่าลืมเช็ครถให้สมบูรณ์ไปเลย เพื่อว่าจะได้ไม่เกิดปัญหากินข้าวลิงนะครับ ก็ที่เล่ามาทั้งหมดก็คือประสบการณ์การทำรถคันนี้ทั้งหมดครับ
อาจจะไม่สามารถลงราคาได้เพราะหมดไปเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่น่าจะเยอะมาก ผมว่า เกินล้าน อาจจะไม่ใช่รถที่สวยเนี๊ยบเดิม (Original) ทั้งหมด แต่น่าจะเป็นรถที่สามารถใช้งานได้จริง และก็เดินทางไกลได้จริงๆ นะครับ ก็ขอให้เพื่อนๆ เก็บไว้เป็นประสบการณ์นะครับ ขอบคุณครับ
